ประเพณี วัฒนธรรม ภาคอีสาน

All posts in the ประเพณี วัฒนธรรม ภาคอีสาน category

ประเพณีท้องถิ่นอีสาน – การแข่งเรือพิมาย

Published กุมภาพันธ์ 9, 2012 by malineelovemcavoy

ประเพณีท้องถิ่นอีสาน – การแข่งเรือพิมาย

การแข่งเรือพิมาย

ภาค      ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด   นครราชสีมา
ช่วงเวลา หลังวันออกพรรษา แต่ไม่เกินวันเพ็ญเดือนสิบสอง

  • ความสำคัญ

การแข่งเรือเป็นรูปแบบของการเล่นในฤดูน้ำหลากที่สร้างความสามัคคีของคนใน หมู่บ้าน และคนต่างหมู่บ้านได้พบปะกัน เป็นการสร้างความสมานสามัคคีของสังคมได้ทางหนึ่ง

  • พิธีกรรมที่ปฏิบัติ

แต่เดิมแข่งที่ท่าน้ำบ้านวังหิน ต่อมาย้ายมาแข่งที่ลำตลาด ซึ่งอยู่ที่อำเภอพิมาย โดยจัดต่อเนื่องกันทุกปีจนถึงปัจจุบัน แต่เดิมเมื่อแต่ละหมู่บ้านทราบกำหนดการแข่งเรือล่วงหน้าก็จะฝึกซ้อมฝีพาย ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านจนชำนาญ เมื่อใกล้ถึงวันแข่งเรือจะนำขึ้นมาขัดท้องเรือด้วยใบตองแห้ง เสร็จแล้วทาสีและลวดลายที่เรือและใบพาย แล้วทำพิธีไหว้เซ่นแม่ย่านางเรือเสร็จแล้วลากเรือลงน้ำฝีพายลงเรือโห่เอา ฤกษ์เอาชัย เรือแข่งของแต่ละหมู่บ้านจะมาพร้อมกันที่บริเวณสถานที่แข่งขันเมื่อพระฉัน จังหันแล้ว เมื่อได้เวลาเจ้าหน้าที่จะให้เรือแต่ละลำพาย แสดงตัวตามลำดับ ซึ่งจะเรียกชื่อตามที่มาถึงก่อนหลังตามชื่อเรือ เช่น มุนีจอมขวัญ เสมียนเสนาะเพราะสนั่นหมื่นสะท้านแผ่นดินไหว เป็นต้น เมื่อครบจำนวนแล้วจับสลากคู่แข่งกันในแต่ละ
ประเภท โดยกำหนดที่ฝีพายเป็นเรือขนาดใหญ่ กลาง เล็ก แข่งขันจนกว่าจะได้เรือที่ชนะเลิศของแต่ละรุ่น ซึ่งขณะแข่งขันผู้ชมการแข่งขันสองฟากฝั่งจะโห่ร้องเมื่อเรือหมู่บ้านของตน ได้รับชัยชนะเป็นที่สนุกสนาน ปัจจุบันการแข่งขันเรือพิมาย ได้พัฒนาการแข่งเรือแบบพื้นบ้านมาเป็นการแข่งเรือแห่งประเทศไทย และถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลเที่ยวพิมายในเดือนพฤศจิกายนของทุก ปี

  • สาระ

๑. ได้สืบทอดภูมิปัญญาและการช่างฝีมือ ในการสร้างเรือ การดูแลรักษา
๒. เป็นกระบวนการสร้างพลังสามัคคี การเกาะเกี่ยวทางสังคม อย่างแน่นแฟ้น
๓. ได้รักษาและสืบทอดประเพณีท้องถิ่นที่ดีงามให้คงไว้กับชุมชน

งานมหกรรมโปงลาง แพรวากาฬสินธุ์

Published กุมภาพันธ์ 9, 2012 by malineelovemcavoy
งานมหกรรมโปงลาง แพรวากาฬสินธุ์
ภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด กาฬสินธุ์
ช่วงเวลา ระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์-๖ มีนาคม ของทุกปี

ความสำคัญ
โปงลาง ถือได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งนี้เพราะโปงลางได้เปลี่ยนสภาพจากขอลอหรือเกราะลอ มาเป็นเครื่องดนตรีธรรมชาติประเภทเครื่องตีไม้ โดยปราชญ์ชาวบ้านของจังหวัดกาฬสินธุ์คือ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ได้พัฒนาจนกลายมาเป็นเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง บรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานชิ้นอื่น ๆ จนเกิดเป็นวงดนตรีโปงลาง มีการคิดท่าฟ้อนประกอบลายโปงลางรวมทั้งการแสดงต่าง ๆ ที่ดัดแปลงมาจากวิถีชีวิตธรรมชาติของคนชนบทอีสาน จนเป็นที่รู้จักและยอมรับกันโดยทั่วไป
เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๓ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทรงโปงลางที่วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ทรงร่วมวงโปงลาง บรรเลงลายเต้ยโขงและลายลมพัดพร้าว ที่พลิ้วหวานจับใจ จังหวัดกาฬสินธุ์จึงถือเอาวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันเริ่มงานมหกรรมโปงลาง แพรวาและกาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์สืบต่อกันมา
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในฐานะผู้รับผิดชอบงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม กำหนดให้มีการประกวดวงดนตรีและการแสดงโปงลาง โดยแบ่งประเภทวงออกเป็น ๓ ระดับ คือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และระดับประชาชน โดยจัดให้มีการประกวดในช่วงเวลาของงานเทศกาลประจำปีที่ยิ่งใหญ่นี้คือ งานมหกรรมประกวดดนตรีโปงลาง งานเทศกาลผ้าไหมแพรวา ที่เป็นสุดยอดของดีเอกลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ อีกทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดดนตรีโปงลางระดับประชาชน ถ้วยรางวัลชนะเลิศระดับมัธยมศึกษา พระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี และถ้วยรางวัลชนะเลิศระดับประถมศึกษาจากเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จากปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา นับว่าเป็นปีทองของดนตรี
โปงลางของจังหวัดกาฬสินธุ์เพราะดนตรีโปงลางของจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดและประเทศไทย โดยได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดดนตรีพื้นเมืองนานาชาติ ระดับมัธยมศึกษา ครั้งที่ ๑ ณ ประเทศตุรกี จนเป็นผลให้การแสดงดนตรีโปงลางของจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป

สาระ
งานมหกรรมโปงลาง แพรวาและงานกาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นงานประเพณีท้องถิ่นของจังหวัดที่จัดเป็นประจำทุกปี เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศต่างให้ความสนใจกับงานเทศกาลนี้ โดยในแต่ละปีจะเดินทางมาเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองเลื่องชื่อของจังหวัดไปปีละเป็นจำนวนมาก เป็นการส่งเสริมรายได้อุตสาหกรรมท้องถิ่นอีกทางหนึ่งด้วย วัตถุประสงค์หลักของงานนี้มุ่งเผยแพร่ ฟื้นฟู อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีและผลงานของส่วนราชการทั้งภาครัฐและเอกชนของจังหวัด แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป จุดเน้นสำคัญของงานคือขบวนแห่ในพิธีเปิดงานที่มโหฬารที่แสดงให้เห็นถึง ประเพณีศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สร้างขึ้นจากคำขวัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ที่ว่า “โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรม ผู้ไทย ผ้า
ไหมแพรวา ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี” ที่แสดงถึงความรักสามัคคี ความพร้อมเพรียง การรวมใจเป็นหนึ่งของผู้คนที่จะช่วยกันจรรโลง เชิดชูเกียรติ ชื่อเสียง และเอกลักษณ์ของเมืองกาฬสินธุ์ให้เป็นที่รู้จักสืบไป

ประเพณีบุญบั้งไฟ

Published กุมภาพันธ์ 9, 2012 by malineelovemcavoy

ประเพณีบุญบั้งไฟ
ช่วงเวลา
            เดือนพฤษภาคม

ความสำคัญ
ชาวจังหวัดยโสธรร้อยละ 85 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ชาวยโสธรจึงจัดประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นการทำบุญประจำปีทุกปีในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนฤดูการทำนา เป็นพิธีขอฝนจากพญาแถนให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล

พิธีกรรม 
บุญบั้งไฟ  หรือชาวบ้านชอบเรียกงาน บุญบั้งไฟ ว่าบุญเดือนหก จะเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการบูชาเทพยาดาอารักษ์หลักบ้านหลักเมือง เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้ฝนฟ้าตกตามฤดูกาล จะได้ทำให้พืชผลทางการเกษตร การทำไร ทำนาไดผลอุดมสมบูรณ์ และเพื่อบูชาพญาแถนผู้ให้ฝนตกอีกด้วย ซึ่งชาวบ้านคนไทยและ คนลาวมีความเชื่อว่าพญาแถนคือเทพเจ้าแห่งฝน การจุดบั้งไฟจึงเป็นการบูชาเทพเจ้าแห่งฝน บันดานให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล  ตามความเชื่อมีเรื่องเล่าว่า  มีเทพนามว่า วัสสกาลเทพบุตร ประทับอยู่ ณ บนสวรรค์ซึ่งจะคอย ดูแลเรื่องน้ำฟ้า น้ำฝน ใครทำถูก ทำชอบ พระองค์ก็จะประทานน้ำฝนให้ ใครทำเรื่องที่ไม่ดี พระองค์ก็จะไม่ประทานน้ำฝนให้  และพระองค์ก็มีความ ชื่นชอบการบูชาด้วยไฟ จังเป็นเหตุให้คนไทยในภาคอีสาน มีการบูชาไฟด้วยการจุดบั้งไฟ จึงเป็นประเพณีที่ดีงามสืบทอด กันมารุ่นแล้ว รุ่นเล่าจนถึงทุกวันนี้
บั้งไฟ  เป็นการนำเอากัมมะถัน ประกอบด้วย ดินประสิวคั่วผสมกับถ่านตำให้ละเอียด แล้วจึงนำไปอัดแน่นในกระบอก


ประเพณีบุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธร

            งาน บุญบั้งไฟ ชาวบ้านจะทำการนัดหมายกัน โดยการทำบุญเลี้ยงพระเพล และประมาณ 3 โมงเย็นหรือ 15.00 น. โดยประมาณทางวัดก็จะตีกลองเป็นสัญญาณบอกให้ทุกคนได้รู้ว่างาน บุญบั้งไฟ ได้เริ่มแล้วให้นำบั้งไฟมารวมกันที่วัด แล้วเริ่มตั้งขบวนแห่โดยเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นขบวนแห่ แล้วชาวบ้านก็จะช่วยกันนำรถบรรทุกใส่บั้งไฟ แห่เป็นขบวนไปรอบเมือง ในขบวนแห่ก็จะมีการแต่งตัว การแสดงในท่าทางต่าง ๆ เป็นการสร้างสีสรรให้กับงานแล้วนำบั้งไฟกลับไปที่วัดที่จัดการแข่งขันบั้งไฟ  ซึ่งบั้งไฟก็มีการแบ่งตามขนาดที่กำหนดโดยทั่วไปนิยมทำกันอยู่ 3 ขนาดคือ บั้งไฟธรรมดา บรรจุดินปืนไม่เกิน 12 กิโลกรัม บั้งไปหมื่นบรรจุดินปืนเกิน 12 กิโลกรัม และบั้งไฟแสน บรรจุดินดินปืนถึงขนาด 120 กิโลกรัม ในความเชื่อถ้าบั้งไฟขึ้นสูงนั่นก็หมายความว่าฝนฟ้า ข้าวปลา อาหารก็จะอุดมสมบูรณ์ดี แต่ถ้าบั้งไฟแตกหรือไม่ขั้นก็หมายความ ว่าฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูเป็นต้น

สาระ
1. เป็นการตักเตือนให้รู้ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งไม่แน่นอน เกษตรกรไม่ควรประมาท
2. เป็นงานประเพณีที่สร้างความสนุกสนาน และความสมัครสมานสามัคคีของประชาชน
3. กิจกรรมการเซิ้ง สอนให้คนในสังคมรู้จักการบริจาคทาน และการเสียสละ
4. เป็นงานประเพณีที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวจังหวัดยโสธร

 

ประเพณีผีตาโขน

Published กุมภาพันธ์ 9, 2012 by malineelovemcavoy

 ประเพณีผีตาโขน
ช่วงเวลา
ช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ของทุกปี

ความสำคัญ
          การละเล่นผีตาโขนมีมานานแล้วแต่ไม่มีหลักฐานปรากฎแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่ชาวบ้านมีความเชื่อว่าการแห่ ผีตาโขน เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระเวสสันดรและ นางมัทรี กำลังจะออกจากป่ากลับสู่เมือง บรรดาผีป่า และสัตว์นานาชนิด มีความอาลัยจึงแฝงตนมากับชาวบ้าน เพื่อมาส่งพระเวสสันดร และนางมัทรีกลับเมืองซึ่งเรียกกันว่า ผีตามคน หรือ ผีตาขน

ผีตาโขน : ประเพณีท้องถิ่น จังหวัดเลย

ประเพณีผีตาโขน

พิธีกรรม
          มีการจัดทำพิธี 2 วัน คือ วันแรก (วันโฮม) ขบวนผีตาโขนจะแห่รอบหมู่บ้านตั้งแต่เช้ามืด เป็นการทำพิธีอัญเชิญพระอุปคุตเข้ามาอยู่ที่วัด ในวันที่สองเป็นพิธีการแห่พระเวสสันดรและนางมัทรีเข้าเมือง โดยสมมุติให้วัดเป็นเมือง สำหรับวันที่สองของงานนี้ ชาวบ้านยังได้นำบั้งไฟมาร่วมในขบวนแห่เพื่อเป็นพิธีขอฝนโดยแห่รอบวัด 3 รอบ ในขณะที่แห่อยู่นั้นเหล่าผีตาโขนทั้งหลายก็จะละเล่นหยอกล้อผู้คนไปเรื่อย ๆ เพื่อทำให้เกิดความสนุกสนาน หลังจากเสร็จพิธีการแห่แล้วบรรดาผู้ละเล่นผีตาโขนจะนำเครื่องเล่นผีตาโขน และอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีไปล่องลงแม่น้ำหมัน และในตอนค่ำของวันเดียวกัน จะมีการฟังเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์
ผีตาโขน จะแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็ก
ผีตาโขนใหญ่ จะสานมาจากไม่ไผ่มีขนาดใหญ่กว่าคนประมาณ 2 เท่าแล้วจะประดับตกแต่งหน้าตาด้วยเศษวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ในการทำผีตาโขนใหญ่ในแต่ละปีจะทำ 2 ตัวคือชายหนึ่งตัว และหญิงอีกหนึ่งตัวเท่านั้น ผู้ที่มีหน้าที่ทำผีตาโขน ใหญ่จะต้องได้รับอนุญาตจากผีหรือเจ้าก่อน และเมือได้รับอนุญาต แล้วต้องทำผีตาโขนใหญ่ทุกๆ ปีหรือต้องทำติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปีเพราะว่าคนที่ไม่ได้รับอนุญาตก็จะไม่มีสิทธิ์ทำผีตาโขนใหญ่ เวลาแห่จะต้องมีคนเข้าไปอยู่ในตัวหุ่น
ผีตาโขนเล็ก  ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ก็มีสิทธิ์ทำผีตาโขนเล็กเพื่อเข้าร่วมสนุกสนานกันได้ทุกคน การเล่นของผีตาโขนเล็กค่อนข้างผาดโผนผู้หญิงจึงไม่ค่อยนิยมเข้าร่วม
การแต่งกายของผู้ที่เข้าร่วมในพิธีแห่ผีตาโขน จะแต่งกายคล้ายกันกับผีปีศาจ ที่สวมศีรษะด้วยที่นึ่งข้าวเหนียวหรือว่ากระติ๊บข้าวเหนียวนั่นเอง และใส่หน้ากากที่ทำด้วยกาบมะพร้าวแกะสลัก มีการละเล่นร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานในขบวนแห่

ประเพณีผีตาโขน

สาระ 
การละเล่นผีตาโขนนับว่าเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับผู้พบเห็น มีการนำเอาก้านทางมะพร้าวที่แห้ง นำมาตกแต่งเป็นหน้ากาก โดยการเจาะช่องตา จมูก ปาก และใบหู นำเอาหวดนึ่งข้าว โดยกดดันหวดให้เป็นรอยบุ๋มหงายปากหวดขึ้น เพื่อสวมศีรษะแต่งแต้มสีสันให้น่าดู ส่วนชุดที่สวมใส่ทำมาจากเศษผ้าหลากหลายสีมาเย็บต่อกัน อุปกรณ์ในการละเล่นมี 2 ชิ้น คือ “หมากกระแหล่ง” มีไว้เพื่อเขย่าทำให้เกิดเสียงดังในเวลาเดิน และ “อาวุธประจำกาย” ผีตาโขนส่วนมากจะใช้ผู้ชายแสดงเนื่องจากต้องกระโดดโลดเต้นไปเรื่อย ๆ จึงไม่เหมาะที่จะใช้ผู้หญิงเป็นตัวแสดง นอกจากเข้าร่วมในงาน “บุญหลวง” ยังได้เข้าร่วมขบวนแห่ในวันเปิดงานกาชาดดอกฝ้ายบานมะขามหวานเมืองเลย โดยขบวนผีตาโขนจะเดินรอบเมืองเพื่อโชว์ให้แขกบ้านแขกเมืองได้เห็น

ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่

Published กุมภาพันธ์ 9, 2012 by malineelovemcavoy

ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ 

 

คนอีสาน มีวัฒนธรรมประจำชาติและประจำท้องถิ่น มาแต่โบราณกาลแล้วนับศตวรรษ จนถือเป็นฮีตเป็นคลอง …ต้องปฏิบัติสืบกันมาจนเป็นประเพณีที่รู้จักกันดี และพูดจนติด ปากว่า “ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่”

ฮีตสิบสอง คำว่า ฮีต มาจากคำภาษาบาลีที่ว่า จารีตตะ แปลว่า ธรรมเนียม
แบบแผนความประพฤติ ที่ดีงามปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณี 

ฮีต นั้นมี ๑๒ ประการ เท่ากับ ๑๒ เดือนใน ๑ ปี ตามระบบจันทรคติหรือพูดอีก นัยคือ การทำบุญใน ๑๒ เดือนนั้นเอง

ฮีตที่ ๑.
 บุญเข้ากรรม หรือ บุญเดือนเจียง  ภิกษุต้องอาบัติ.สังฆาทิเสส ต้องอยู่กรรมถึงจะพ้นจากอาบัติ ญาติโยมพ่ออก แม่ออก ผู้อยากได้บุญกุศลก็จะให้ไปทาน รักษาศิลฟังธรรมเกี่ยวกับการเข้ากรรมของภิกษุ เรียกว่า บุญเข้ากรรม กำหนดเอาเดือนเจียงเป็นเวลาทำ จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ วันที่นิยมทำเป็นส่วนมากคือวันขึ้น 15 ค่ำเพราะเหตุมีกำหนดให้ทำในระหว่างเดือนเจียง จึงเรียกว่าบุญเดือนเจียง 

          

        อันว่าประเพณีพุทธศาสนาเราไว้เป็นธรรมประจำชาติ เป็นความประพฤติดีเลิศล้น พระสงฆ์สร้างก่อบุญ คำว่า กรรมคือกรรมของภิกษุสังฆาทิเสท ๑๓ ข้อนั้น  พระสงฆ์ต้องอยูกรรม เพื่อความบกพร่องของศีลดังกล่าว  พระภิกษุสงฆ์จึงเข้ากรรมเพื่อชำระความเศร้าหมองพวกนี้ แล้วจะเจริญขึ้นกว่าเดิม

        ประเพณีบอกไว้ถือว่าเป็นสำคัญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ กำหนดการไว้ หรือว่าวันเพ็ญเดือนอ้ายทำบุญตักบาตร เรียกว่าบุญเดือนอ้าย แนวนี้ก็หากมี

        พระภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสท แล้วจำเข้าอยู่กรรม ถ้าบ่มีเข้าบำเพ็ญธรรมบ่สะอาด บ่สามารถบรรลุธรรมอีกได้จำเข้าพรรษา มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุหนุ่มบำเพ็ญธรรม ในพงษ์ไพรป่าคาราวเรื้อ วันหนึ่งเลยมาข้ามเรือแพในป่า  ได้ดึงใบตระใคร่น้ำ แคมข้างทางระหว่างชลหา ภิกษุอื่นบ่ได้จะแสดงออกซึ่งอาบัติ บำเพ็ญธรรมจนจบชีวิตก็บ่เห็นผลได้ พอว่าตายไปแล้วกรรมยังติดต่อ ไปเกิดเป็นเอกระปัตตะนาคใต้ในพื้นนาคคำ ได้สองหมื่นปีปลายแท้กรรมเวรยังบ่ขาด คงเป็นเพราะเหตุนี้โบราณเจ้าจิงถือ เอาการเข้ารักษากรรมมาเหตุ

        วิธีเข้ากรรมคือจัดแจงเครื่องใช้มีไว้สู่อัน น้ำกินน้ำใช้เพียงพอสู่อย่าง เลือกที่สงัด บ่มีภิกษุมากด้วยคนน้อยบ่หลาย ทำเป็นที่เข้าเป็นศาลากลางป่า จัดเป็นกระท่อมน้อยพอได้อยู่ผู้เดียว แล้วก็เตรียมห่มผ้าเฉลียงบ่าทั้งสอง ยอมือพบกล่าวยอมาลีเว้าว่า ปริวาสเข้ากรรมปลดแอกครั้นอยู่ปริวาสครบแล้วขอมานัต ๖ ราตรี ครั้นว่าราตรีครบก็จิงขออัพภาน ต่อสงฆ์องค์เจ้า ครั้นว่าขออัพภาน แล้วเป็นคนใสสะอาด หมดเวรกรรมมายุต้อใจนั้นซุ่มเย็น

       ส่วนว่าฆราวาสนั้นถวายหมู่จตุปัจจัย ไทยธรรมหลายสู่อันถวายให้ครั้นว่าหมดกรรมแล้วบุญกุศลก็นำส่ง ได้บุญหลายมากล้นโบราณย่องว่าดีนั้นแหล่ว

ฮีตที่ ๒. 
 บุญคูนข้าว หรือ บุญคูนลาน   สำหรับตีหรือนวดข้าว เรียกว่า ลาน การเอาข้าวที่ตีแล้วมากองให้สูงขึ้น เรียกว่าคูนลาน หรือที่เรียกกันว่าคูนข้าว ชาวนาที่ทำนาได้ผลดี อยากได้กุศล ให้ทานรักษาศีลเป็นต้นก็จัดเอาลานข้าวเป็นสถานที่ทำบุญ การทำบุญในสถานที่ดังกล่าวเรียกว่าบุญคูนลานกำหนดเอาช่วงเดือนยี่เป็นเวลาทำบุญจึงเรียกว่าบุญเดือนยี่

          อันว่าการคูณลานนั้นคือ คูณข้าวเปลือก ทำบุญในลานข้าวเปลือกเพื่อจัดเพิ่มบุญนั้นให้มากมูล เดือนปีที่ทำนั้น เป็นสำคัญประจำชาติ เรียกว่าบุญเดือนยี่ ตราบเท่าวันนี้กล่าวเถิง

           มูลเหตุนั้นมีประวัติกล่าวในคัมภีร์ ในสมัยองค์กัสสษะโปรดคนคราวนั้น ยังมีสองพี่น้องเป็นพวกชาวนา รวมกันทำไรนาผาท้าง พอเมื่อเวลาข้าวเป็นน้ำนมพอแก่ น้องใคร่คิดทำข้าวมธุปายาสนั้นถวายให้แก่พระองค์ ชวนพี่ชายเหล่าได้แบ่งที่นากัน น้องจิงมีกรรมสิทธิ์ทอดทานทำได้ มาก็ทำนานข้าวในนาข้าว เถิง ๙ เทื่อ คือ เวลาข้าวเป็นน้ำนมนั้น ครั้งหนึ่ง เป็นข้าวเหม้าก็จัดทานทอดให้พระสงฆ์เจ้าดั่งเดิม ครั้งที่สามนั้นเถิงเวลาเก็บเกี่ยว ครั้งที่๔ จัดตอกมัดข้าวมาไว้ใส่ลาน ครั้งที่เจ็ดรวมเข้าเป็นลอมไว้ก่อน ครั้งที่แปดทำการฟาดหรือว่านวดข้าวกองไว้อยู่ลาน ครั้งที่เก้าขนเอาขึ้นใส่ยังปิดแจมประตูอัด
การทำทานมาเถิงครบไปทั้ง๙ ถวายให้องค์เจ้าสัพพัญญูตนเองกกัสสปะพระพุทธเจ้าคราวนั้นเพียงจริง น้องชายน้อยนั้นปรารถนานายยอดอรหันต์ ผลบุญกุศลส่งตามมาให้ในศาสนาพระโคดมนี้เขาลงมาเกิดพระโคดมแต่คราวกาลนั้น ทั้งเป็นพารหมณ์ดีได้เฉลียวเปรียวฉลาด คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าเป็นเจ้าหน่อพุทธโธ ท่านก็ได้รับเอตทัคคะได้เป็นยอดรัตตัญญู ผลบุญกุศลนำปรางนั้น

        ส่วนว่าพี่ชายนั้นได้ถวายข้าวในนาครั้งหนึ่ง ผลก่อสร้างบุญนั้นต่อมา ในชาตินี้ได้มาเกิดเป็นสุภัททะปริพาชกบ่มีได้พบพุทธองค์เนินช้า จนถึงปรินิพพานแล้วได้เคยมาฟังเทศน์ จนได้เป็นพระอนาคามีองค์สุดท้ายแท้ๆ บุญนั้นส่งนำ การถวายทานนี้ถือว่ามีอานิสงส์มาก จึงถือเป็นประเพณีบอกไว้เฮาได้อ่านดู

         อันว่าวิธีทำนั้น จัดเอาลานเป็นที่อยู่ บอกกล่าวญาติพี่น้องมาร่วมก่อบุญ นิมนต์พระสงฆ์ได้ตามศรัทธาสามารถจัดสิ่งของหม้อน้ำมนต์ ใส่น้ำหอมตั้งไว้ตามไท้ธูปเทียน ครั้นถวายทานเสร็จแล้วสงฆ์พรมน้ำมนต์ ฝูงวัวควายและกุ้มข้าวพระซ้ำสวดตาม

       หมู่บ้านนั้นจัดคุ้มใหญ่เป็นประจำ แต่ละเรือนชานเหล่ารวมเป็นคุ้มพิธีทำบุญมั้นจัดปรำคนละแห่ง ต่างก็จัดของทานมีข้าว น้ำเอาไว้สู่เรือน แล้วไปรวมกันเข้าทำบุญร่วมตลอด ในเวลากลางคืนจัดปรำคนละแห่ง ต่างก็จัดของทานมีข้าวน้ำ เอาไว้สู่เรือนแล้วไปรวมกันเข้าทำบุญร่วมตลอด ในเวลากลางคืนจัดธูปเทียนดอกไม้มาไหว้ท่านพระสงฆ์ แล้วเหล่ามีใจพร้อมรวมกันฟังเทศน์มีมหรสพพร่ำพร้อมงันซ้องสนั่นเมือง ตื่นฮูงเช้าตักบาตรถือศีล ถวายอาหารพระสงฆ์จงบรบวนถ้วน

บุญคุ้มประจำ
หมู่บ้านนั้นจัดคุ้มใหญ่เป็นประจำ แต่ละเรือนชานเหล่ารวมเป็นคุ้มพิธีทำบุญมั้นจัดปรำคนละแห่ง ต่างก็จัดของทานมีข้าว น้ำเอาไว้สู่เรือน แล้วไปรวมกันเข้าทำบุญร่วมตลอด ในเวลากลางคืนจัดปรำคนละแห่ง ต่างก็จัดของทานมีข้าวน้ำ เอาไว้สู่เรือนแล้วไปรวมกันเข้าทำบุญร่วมตลอด ในเวลากลางคืนจัดธูปเทียนดอกไม้มาไหว้ท่านพระสงฆ์ แล้วเหล่ามีใจพร้อมรวมกันฟังเทศน์มีมหรสพพร่ำพร้อมงันซ้องสนั่นเมือง ตื่นฮูงเช้าตักบาตรถือศีล ถวายอาหารพระสงฆ์จงบรบวนถ้วน

บุญคุ้มข้าวใหญ่
อันว่าบุญแนวนี้นำเอาข้าวเปลือกมารวมกันเข้าแล้วถือศีล ฟังเทศน์ที่ศาลากลางหมู่บ้านโรงกว้างสะดวกดี กลางคืนนั้นถือศีลฟังเทศน์มีมหรสพพร่ำพร้อมเพียรสร้างก่อบุญหลายครัวเรือนได้รวมกันเอาข้าวเปลือก ถือว่า เป็นบุญมากล้นโบราณเจ้าเหล่าถือ ข้าวเปลือกนั้นเอาไปจ่ายเป็นเงินมาทำสาธารณกุศล ก่อการได้ไว้หลายประการล้นบุญมีเหลือมาก ควรที่จำจือไว้โบราณเจ้ากล่าวสอน

 

ฮีตที่ ๓.  
 บูญข้าวจี่หรือบุญเดือนสาม ข้าวเหนียวปั้นโรยเกลือ ทาไข่ไก่แล้วจี่ไฟให้สุก เรียกว่าข้าวจี่ การทำบุญให้ทานมีข้าวจี่เป็นต้น เรียกว่าบุญข้าวจี่ นิยมทำกันอย่างแพร่หลาย เพราะถือว่าได้กุศลเยอะ ทำในช่วงเดือนสาม เรียกว่า บุญเดือนสาม

       เอาข้าวมาปั้นทาน้ำมันไข่ไก่ ไฟแดงๆ อยู่แล้วเอามาปั้นจีลง บุญข้าวจีนี้เรียกว่าบุญเดือนสาม มีประวัติมาแต่พุทธกาลคราวพุ้น ในพระธรรมมาเว้าบาลีมีบอกว่า มีนางปุณณะทาสิเจ้าเป็นสาวใช้บ่าว จัดแป้งสาลีเป็นแป้งจี นั่งเฝ้าเรือนเจ้าบ่าวนาย คิดอยากจะถวายข้าวสาลีแป้งจีก็กลัวว่าพระพุทธเจ้าสิโยนทิ้งบ่อยากฉัน พระพุทธองค์ทรงได้โดยพระวรจิต จิงได้วานอานนท์ปูอาศนะลงบนพื้น พออานนท์ปูแล้วพระองค์ เสด็จอาศน์ นางปุณณาทาสิปราบปลื้มดีแท้มากหลายจิงถวายไท้พุทธบาทโคดม พระองค์จึงทรงเทศนาว่าเป็นทานเยี่ยม จนกว่าปูณณะทาสีได้โสดาคุณพิเศษ เป็นพระอริยะบุคคลเพราะได้ทานแป้งจี่ผง เหตุดังนี้เฮาพวกชาวนาจิงพากันมาทำบุญดั่งปุณณะทาสีสู่ปีบ่มีเว้น

       มีพิธีทำนั้นบ่มีการลำบาก หาหลัวฟืนท่อนไม้มาไว้ก่อไฟ แล้วเหนียวมาปั้นเป็นแผ่นๆ เอาเกลือโรยหน่อยแล้วทาด้วยไข่ไก่ นม เอาน้ำอ้อยใส่ด้วยหวานอ่อยหน่อยพอดี เอาลงไปอั่งไฟจี่พอสุกได้ทั้งนิมนต์เอาได้พระสงฆ์มารวบสวดอาราธนาศีลรับศีลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถวายข้าวจีถาม คำถวายข้าวจี่นั้นมีแบบตามฉบับ แล้วจิงนำไปถวายสงฆ์ใส่ลงในบาตร พระสงฆ์ท่านทำพิธีมนต์สูตร ฉันเรียบร้อบแล้วลงให้รดน้ำมนต์ แล้วก็ฟังเทศน์ได้ฉลองข้าวจี่ตามประเพณี ทั้งหนังสือลำนิทานที่ญาติโยมขอไว้ หนังสือลำนั้นเป็นการฉลองเทศน์ เรียกว่าบุญเดือนสามแท้ๆ บ่มีได้เปลี่ยนแปลง

บุญมาฆะบูชา
      ครั้นเมื่อมาฆะฤกษ์เดือนสามล่วงมาเถิง เป็นเวลาทำบุญมาฆาแต่โบราณนั้น ฝูงเฮาดอกไม้ฝูงเทียนทั้งธูปเข้าวัดอยู่ใกล้บ้านประสงค์บ้านประสงค์ตั้งต่อบุญ ทำมาฆะบูชาขึ้นยอมือล้นเกษ ระลึกเถิงพระพุทธเจ้าคราวนั้นแต่เดิม

มูลเหตุของมาฆะบูชา
วันเพ็ญเดือนสามนั้นเป็นวันสำคัญพุทธศาสน์ เป็นวันที่พระภิกษุอรหันต์ ๑,๒๕๐องค์มาพร่ำพร้อมบ่มีได้นัดหมาย ณ เวฬุวันมหาวิหารนั้น ประชุมสงฆ์หมู่ใหญ่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ไว้องค์นั้น ๔ประการ องค์๑ คือ
๑. พระสัพพะปขปัสสะ อกรณัง  อย่าทำชั่วหลายประการเป็นบาป
๒. กุสลัสสู่ปสัมปทา ทำแต่ความดีไว้เป็นบุญอันประเสริฐ
๓. สจิตตปริโยทปนัง ชำระหัวใจสะอาดแล้วคงได้อยู่เย็น

องค์ ๒ นั้นล้วนเป็นพระอุปสมบทจากพระพุทธเจ้ามาถ้วนคู่คงค์
องค์ ๓ นั้น บ่มีการนัดหมายไว้มาเองทุกรูป
องค์ ๔ นั้น มาพร่ำพร้อมวันนั้นสู่งองค์ทั้งเป็นวันเพ็ญเดือนสามแท้ บ่มีเหลือเศษ แสงตะวันส่องแจ้งแสงเศร้าแม่นบ่มี จัดเป็นจาตุรงค์ สันนิบาตไว้ประชุมใหญ่ของสงฆ์ โบราณถือว่าเพ็ญเดือนสามก่อบุญ กุศลสร้าง
ทำพิธีนั้น จัดเตรียมน้ำดื่มทั้งนำใช้ปไวอาศนา ตอนเวลาเช้าทำบุญตักบาตร อังคาสพระภิกษุสงฆ์พร่ำพร้อมฟังเจ้าเทศนา ตอนเวลาเย็นนั้นเวียนเทียนรอบโบสถ์ จุดเทียนดอกไม้บูชาแล้วเหล่าเดิน เวลาเวียนเทียนนั้นคำบูชาต้องๆ กล่าวจะเอาอิติปิโส สวขาโต สุปฏิปันโนก็ได้ ตามแท้แต่ใจก่อนจะเวียนเทียนกับธูป ยืนประณมมือพร่ำพร้อมฟังเจ้าอานคำ ปากก็ต้านเว่าต่อประธานสงฆ์

 

ฮีตที่ ๔. 
 บุญเผวส หรือ บุญเดือนสี่  บุญที่มีการเทศน์พระเวส หรือ มหาชาติ เรียกว่าบุญเผวส(ผะ-เหวด) หนังสือมหาชาติ หรือ พระเวสสันดรชาดก แสดงถึงจริยวัตรของพระพุทธเจ้าคราวพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร เป็นหนังสือเรื่องยาว 13 ผูก (13 กัณฑ์) และนิยมบวชภิกษุใหม่ในเดือนนี้ด้วยถือว่าได้กุศลแรง บุญเผวสนิยมทำกันในช่วงเดือนสี่

        

       เวสสันดรชาดกนั้นเรียกว่าเพระเวสสันดร เคยทำประจำเดือนสี่ภาคอีสานนิยมไว้ หรือว่าบุญเดือนสี่แท้มีประจำไว้แต่นาน  เป็นชาดกกล่าวเรื่องเทศชาติชาดกเป็นบารมีสุดเพิ่มมูล เอาไว้มีทั้งกำหนดให้ทำบุญมหาชาติ ไว้ในเดือน ๔ นั้นเป็นแท้แน่นอน การบุญใหญ่นี้ทำระหว่างยามหนาวยามบ่มีการงานก่อนแต่ทำบุญไว้เป็นการได้ทำบุญครั้งใหญ่ ท่านว่าพบพระศรีอาริยะเมตไตร เพราะฟังลำมหาชาตินี้เป็นได้แน่นอน ทั้งเมื่อได้ฟังแล้วจำจือปฏิบัติศีลทานธรรมดั่งพระองค์มีไว้  ก็จักเถิงหนท้องนิระทานหมดชาติ บ่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดแท้เมืองนั้นอยู่เกษม

เหตุใดจึงทำบุญพระเวส
ในคัมภีร์กล่าวอ้างต้นเหตุการณ์ทำในกาลครั้งหนึ่งนั้น พระเถระเจ้าองค์เอกอรหันต์ ขึ้นไปสวรรค์พิภพเขตพระอินทร์องค์ล้ำ ท่านก็ประสงค์ไปไหว้จุฬามณีองค์พระธาตุ ได้พบองค์เอกเจ้าศรีอาริยะทวยเทพ อยู่สวรรค์ชั้นฟ้าคราวนั้นสั่งมา ว่าบุคคลใดคิดอยากพบยอดไท้องค์เอกพระศรีอารย์ให้พากันทำบุญเทศน์เวสสันดรเอาไว้ฟังธรรม ๑๓ กัณฑ์ ได้วันเดียวให้หมดผูก อย่าพากันขี้คร้านจะเห็นหน้าแห่งเรา  ทั้งอย่าให้ทำอนันตริยะกรรมรายอันมีผลเป็นบาป ๑.อย่าทำลายสงฆ์ให้แตกกันแท้หมุนวาย  ๒.อย่าทำการฆ่าบิดามารดา  ๓.บ่ได้ทำโลหิตตุบาทแก่พระพุทธเจ้าองค์ใดบ่มี  ๔.บ่ได้มีการฆ่าพระอรหันต์ตนแห่งประเสริฐ  แล้วให้ฟังธรรมเรื่องพระเวสแล้วบ่มีแคล้วคลาดเถิงท่านเอย ทำสลากนิมนต์

       พอเมื่อตกลงกันพร้อมสาธุการทุกฝ่าย จัดแบ่งกัณฑ์เรียบร้อย หามีพักเช้า พร้อมกันจัดทำซุ้มสถานเนาว์นอนนั่ง แล้วจึงบัตรด้วยติดใบลาน พร้อมพร่ำว่า วุฑฒิธรรมคำฝูงข้าทั้งหลาย ภายในมีอาชญธรรมเป็นเค้าภายนอกมีผู้ใหญ่บ้านเป็นประธาน พวกข้าจัดการให้มีการฟังธรรมมหาชาติ ในวัน   เดือน   ปี   กำหนดในหั้นสู่แนว บอกวันแสดงให้ฟังธรรมแจ้ง  เมื่อญาติโยมจักได้มาพร่ำพร้อมสมสร้างก่อบุญปลูกปะรำให้กว้างพออยู่ทั้งโยม  นี้เป็นกิจการบุญหมู่เราเคยสร้าง

การเตรียมเครื่องสักการะ
เครื่องสักการะนั้น มีข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนหอม อย่างละเป็น ๑๐๐๐ พันใส่ในศาลากว้าง มีธงอันใหญ่ไว้ ๗ อันประดับแต่งมีรูปม้าลายเป็นประวัติพระเวสเจ้าคราวครั้งแต่หลัง  มีทั้งหม้อน้ำมนต์ ๔ หน่วย ทั้งหอพระอุปคุกเฝ้าไว้รักษาเจ้าหมู่มาร เพราะงานบุญเฮาสร้างเป็นผลบุญใหญ่ มักจะมีมารจญเหตุฮ้ายทำให้ผ่านฟังหออุปคุตนั้นปลูกสูงได้ เพียงตายืนอยู่ เอาไม้ไผ่เป็นลำมาตัดทอนด้ามท่อกัน ฝาขัดแตะแจ้มสามด้านท่อกัน หาซองใสไว้เช่นบาต กระโถน กาน้ำ ทั้งจีวรผืนหนึ่ง ทั้งไม้เท่าเอาไว้ที่หอพอเถิงเวลาล้ำสามโมงตอนบ่าย จัดเครื่องสักการะพรำพร้อมเชิญเจ้าสู่หอ สมมติว่าท่านเนาว์อยู่บ่มิไกล ตามเรื่องเดิมกล่าวมาเอาไว้ ตามประวัติได้เป็นเชื้อแถวแนวนสค เป็นผู้มีญาณแก่กล้าเนาว์ค้างระหว่างมหาสมุทรพุ้นตามตำนานมีกล่าว คราวอโศกมหาราชเจ้ารวม-กลาง สร้างก่อบุญ เก็บพระธาตุมารวมอยู่หนเดียว มาบรรจุรวมกันแห่งเดียวเอาไว้  จิงเกรงกลัวไว้ศัตรูของพระพุทธบาทจิงนิมนต์พระอุปคุตอยู่ใต้น้ำมาไว้ดั่งหวัง  ท่านอุปคุตนั้นจับพระยามารได้เอาหนังหมามาผูก หนังหมาเน่าผูกคล้องคอไว้บ่ปล่อยไป ไผก็บ่อาจได้หมดสามารถวิชามารจิงเอาหนีไปไกลยอดเขาสุเมพุ้น การบุญเจ้าองค์พระยาอโศกราช จึงสำเร็จลุล่วงไปได้ดั่งยาม

คำเชิญพระเถรอุปคุต
คำเชื้อเชิญว่า อุกาสะ อุกาสะ  ฝูงข้าทั้งหลายภายในมีพระสงฆ์เป็นเค้า ภายนอกมีออกตนเป็นประธาน พากันจัดเครื่องสักการะมากราบไหว้ แก่ยอดให้พระอุปคุตเถร ตนมีฤทธิ์องอาจ นิรมิตรประสาทแก้วกุฏิ กลางนทีแม่น้ำใหญ่ มักใคร่ด้วยพรหมจารี อยู่สุขีบ่โศรกเศร้า บัดนี้ฝูงข้าพเจ้าทั้งหลาย พร้อมกันฟังยังลำพระเวสในบ่วงเขตอาราม ขอเชิญเจ้ากุตทรงคุณธรรมมาก เป็นอาชแพ้แก่ผิในจักรวาฬ ขอจงไปปราบมารทั้ง ๕ อันจะมาเบียดเบียนฝูงข้าทั้งหลาย ให้หายโภยภัยอันตรายทุกส่ำ พร้อมพร่ำถ้วนทุกประการ ก็ช้าเทอญ
พอแล้วตีฆ้องป่าวเดิน ถือของไตรจีวรทั้งบาตรเวียน ๓ รอบแล้วลาล่ำต่าวคืน เอาสิ่งของถือนั่นวางในหอไว้ก่อน เถิงเวลาเพลจังหันก็ต้องจัดพร่ำพร้อมไปไว้ที่หอครั้นว่าเสร็จสรรพ์แล้วรวมกันไปแห่

กาลแห่พระเวสเข้าเมือง
เวลาได้เถิงบ่าย ๔ โมงเย็น ทางอารามตีกลองบอกเตือนโยมไว้ ทางวัดจัดเอาได้กลองตีธรรมนาสน์ ใส่พระพุทธรูปด้วยพระสงฆ์ซ้ำนั่งนำพระสงฆ์ เทศนาเชิญพระเวส เทศน้อยบนธรรมมาสน์เสียงระห้อยอ่อนหู ว่าเชิญยอ เชิญพระคืนเมื่อห้องเสวยเมืองเก่า ทั้งมะทีแจ่มเจ้ากุมารน้อย หน่อเมือง อย่าได้เคืองคำร้อนนอนดงพงป่า ทั้งกัณหาชาลีสองหน่อเจ้าเชิญเข้าสู่เมือง แต่ท่อญ

       การเทศนานั้นพอไปเถิงพร้อมพร่ำ พากันรับศีลก่อนแล้วพระสงฆ์ขึ้นเทศนา ขากลับมาเถิงห้องอารามหลวงวัดใหญ่ เวียนสามทีรอบศาลา จึงแล้วยอขึ้นสู่โรง เป็นอันเสร็จบอระบวบ  รอการฟังเทศน์ตืนฮู่งพระสงฆ์ ขึ้นเป็นเทศนา ในวันเดือนเดียวแท้จบลำมหาเวสส์ มีกัณฑ์หลอนแห่ล้นหลายล้ำหลากกระตา ยูถ่างทำบุญสร้างศีลทานเททอด ชาติหน้าพุ้นบุญล้ำมากมาย จักได้พบพระเจ้าตนเอกพระศรีอารย์ ข้าขอยอมือนบฮอดบุญของเจ้า

ทำบุญข้าวพันก้อน
เอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ เอาไม้เสียบ ทำให้ได้มากล้นพันก้อนจึงเซา แล้วจิงเอาไปไหว้คาถาพันอันมีค่า เรียกว่าคาถาข้าว พันก้อนโบราณเค้าเว้าต่อมา พอเมื่อการกระทำเสร็จแล้วเถิงกลางคืนตี ๔ พร้อมกันโฮมแห่ได้ไปเข้าสู่อาราม พอเถิงวัดจอมเจ้าศาลาธรรมพักจอด หัวหน้าประณมมือพร่ำพร้อมพาเว้ากล่าวจา ว่า นะโม นะโม  จอมไตรปฎกยกออกมาเทศนาธรรม ขันธีหมากเบิงงามสะพาท ข้าวพันก้อนอาจบูชา ข้าบูชาสามดวงยอดแก้ว ข้าไหว้ถวายอาตม์บูชาสาธุ วนเวียนเว้าคำเดิม ๓ รอบ แล้วจึงขึ้นศาลากว้างช่วงสงฆ์

คำอาราธนาพระเวสส์ ดังนี้
สุณาตุ โภนโต เย สังฆา ดูราเทพเจ้าทั้งหลายอันยายยังอยู่ ทุกหมู่ไม้ไพรพะนอม ทุกเหวฮอมฮาวป่า ทุกประเทศท่าฮาวเขา ทุกแถวเถาว์เถือนก้ำ  ทุกท่าน้ำและวังปลา พรรณนาฝูงแผดและผีอันมีใจโหดร้ายโทสา จงให้เจ้าทั้งหลายปะละใจอันเป็นบาป ให้ค่อยโสภาพ เงี่ยโสตฟังธรรม เดาดาจำจือไว้เป็นประทีปใต้ฮอดหลีผี ทางเหนือมีผาใดผาด่าง ทางข้างซ้ายกรุงศรีอยุธยา ทางฝ่ายเหนือมีแดนแถวเป็นเขตทุกประเทศด้าวอันอยู่ห้องเทศพระสุธา  กับนางธรณีทั้งแม่น้ำเป็นผู้ค้ำฝูงหมู่ปาณา ฝูงหมู่เทวดาเจ้าทั้งหลาย ภายบนมีพระยาอินทร์พระยาพรหม จงลงมาโมทนาซึ่งธรรมอันฝูงข้าทั้งหลาย ภายในมีมหาราชครูเป็นเค้า ภายนอนกมีมหาราชตนเป็นอาชญ์ในเมืองแก้วราชอุบล กับทั้งกัลยาเมียมิ่งลูกแก้วกิ่งชายา กับทั้งราชบิดามารดาพ่อแม่ เฒ่าแก่พร้อมกันมาทั้งราชาและอุปราช ทั้งนักปราชญ์และอาจารย์ในคามชาวนิคมบ้านนอก อันอยู่ยงเขตเมืองแก้วราชอุบล ชวนกันมาพร้อมแพ่ง แต่งเครื่องไหว้บูชา สหัสสาหลายปีมีมากดอกอุบลหลากพอพ้น บัวแดงบานไขกาบ ดอกฝักตบอาจเขียวนีล ดอกกลางของหลายบ่น้อย พันหนึ่งค่อยขวนขวาย ช่อธมยายสะพาส ข้าวพันก้อนอาขบูชา

 

ฮีตที่ ๕. 
 บุญสรงน้ำ หรือ บุญเดือนห้า เมื่อเดือนห้ามาถึงอากาศก็ร้อนอบอ้าวทำให้คนเจ็บไข้ได้ป่วยการอาบน้ำชำระเนื้อกายเป็นวิธีการแก้ร้อนผ่อนให้เป็นเย็น ให้ได้รับความ สุขกายสบายใจ อีกอย่างหนึ่งมีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีลูก จึงไปบะบน(บนบาน) พระอาทิตย์และพระจันทร์เพื่อขอลูก เวลาล่วงเลยมาสามปี ก็ยังไม่ได้ลูกจึงไปขอลูกกับต้นไทรใหญ่ เทวดาประจำต้นไทรใหญ่ มีความกรุณาได้ไปขอลูกนำพระยาอินทร์ พระยาอินทร์ให้ธรรมะปาละกุมาร (ท้าวธรรมบาล) มาเกิดในท้องภรรยาเศรษฐี เมื่อธรรมะปาละประสูติ เจริญวัยวัยใหญ่ขึ้น ได้เรียนจบไตรเภท เป็นอาจารย์สอนการทำมงคลแก่คนทั้งหลาย ครั้งนั้น ท้าวกบิลพรหม ลงมาถามปัญหาธรรมะปาละกุมาร (ถามปัญหาสามข้อคือ คนเราในวันหนึ่ง ๆ มีศรีอยู่ที่ไหนบ้าง ถ้าธรรมบาลตอบได้จะตัดศรีษะตนบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศรีษะธรรมบาลเสียโดยผลัดให้เจ็ดวันในชั้นแรก ธรรมบาลตอบไม่ได้ ในวันที่หก ธรรมบาลเดินเข้าไปในป่า บังเอิญได้ยินนกอินทรีย์สองผัวเมียพูดคำตอบให้กันฟัง ตอนเช้าศรี อยู่ ที่หน้า คนจึงเอาน้ำล้างหน้าตอนเช้า ตอนกลางวันศรีอยู่ที่อก คนจึงเอาน้ำหมดประพรหมหน้าอกตอนกลางวัน และตอนเย็นศรีอยู่ที่เท้า คนจึงเอาน้ำล้างเท้าตอนเย็น ธรรมบาลจึงสามารถตอบคำถามนี้ได้) สัญญาว่าถ้าธรรมบาลตอบปัญหาจะตัดหัวของตนบูชา ธรรมบาลแก้ได้ เพราะศรีษะของกบิลพรหมมีความศักสิทธิ์มาก ถ้าตกใส่แผ่นดินจะเกิดไฟไหม้ ถ้าทิ้งขึ้นไปในอากาศฝนจะแล้ง ถ้าทิ้งลงมหาสมุทรน้ำจะแห้ง ก่อนตัดศรีษะกบิลพรหมเรียกลูกสาวทั้งเจ็ดคน เอาขันมารองรับแห่รอบเขาพระสุเมรุ หกสิบนาที แล้วนำไปไว้ที่เขาไกรลาสเมื่อถึงกำหนดปีนางเทพธิดาทั้งเจ็ดผลัดเปลี่ยนกันมาเชิญเอาศีรษะท้าวกบิลพรหมมาแห่รอบเขาพระสุเมรุ แล้วกลับไปเทวโลก

ฮีตที่ ๖. 
 บุญบั้งไฟ หรือบุญเดือนหก การเอาขี้เจีย(ดินประสิว) มาประสมคั่วกับถ่าน โขลกให้แหลกเรียกว่าหมื่อ (ดินปืน) เอาหมื่อใส่กระบอกไม้ไผ่อัดให้แน่น แล้วเจาะรูใส่หางเรียกว่าบั้งไฟ การทำบุญมีให้ทาน เป็นต้น เกี่ยวกับการทำบ้องไฟ เรียกว่า บุญบั้งไฟ กำหนดทำกันในเดือนหกเรียกว่าบุญเดือนหก เพื่อขอฟ้าขอฝนจากเทวดาเมื่อถึงฤดูแห่งการเพาะปลูก ทำไร่ทำนา

      


ฮีตที่ ๗.
 บุญซำฮะ หรือ บุญเดือนเจ็ด  การชำฮะ(ชำระ) สะสางสิ่งสกปรกโสโครกให้สะอาดปราศจากมลทิลโทษหรือความมัวหมอง เรียกว่า การซำฮะสิ่งที่ต้องการทำให้สะอาดนั้นมี 2 อย่างคือ ความสกปรกภายนอกได้แก่ร่างกาย เสื้อผ้า อาหารการกิน ที่อยู่อาศัย และความสกปรกภายใน ได้แก่จิตใจเกิดความความโลภโกรธ หลง เป็นต้น แต่สิ่งที่จะต้องชำระในที่นี้คือเมื่อบ้านเมืองเกิดข้าศึกมาราวีทำลาย เกิดผู้ร้ายโจรมาปล้น เกิดรบราฆ่าฟันแย่งกันเป็นใหญ่ผู้คนช้างม้าวัวควายล้มตาย ถือกันว่าบ้านเดือดเมืองร้อน ชะตาบ้านชะตาเมืองขาด จำต้องซำฮะให้หายเสนียดจัญไร การทำบุญมีการรักษาศีลให้ทานเป็นต้นเกี่ยวกับการซำฮะนี้เรียกว่าบุญซำฮะ มีกำหนดทำให้ระหว่างเดือนเจ็ด จึงเรียกว่าบุญเดือนเจ็ด

      

ฮีตที่ ๘.
 บุญเข้าวัดสา(เข้าพรรษา) หรือบุญเดือนแปด การอยู่ประจำวัดวัดเดียวตลอดสามเดือนในฤดูฝนเรียกว่าเข้าวัดสาโดยปกติกำหนดเอาวันแรมหนึ่งค่ำเดือนแปดเป็นวันเริ่มต้น เรียกว่าบุญเดือนแปด

      

ฮีตที่ ๙.
 บุญข้าวห่อประดับดิน หรือบุญเดือนเก้า การห่อข้าวปลาอาหารและของเคี้ยวของกินเป็นห่อ ๆ แล้วเอาไปถวายทานบ้าง ไปแขวนตามกิ่งไม้ในวัดบ้าง เรียกว่าบุญข้าวประดับดิน เพราะมีกำหนดทำบุญในเดือนก้าวจึงเรียกว่า บุญเดือนเก้า

      

ฮีตที่ ๑๐.
 บุญข้าวสาก หรือบุญเดือนสิบ การเขียนชื่อใส่สลากให้พระภิกาและสามเณรจับและเขียนชื่อใส่ภาชน์ข้าวถวายตามสลากนั้นและทำบุญอย่าอื่นมีรักษาสีลฟังธรรม เป็นต้น เรียกว่าบุญข้าสาก (สลาก ) เพราะกำหนดให้ทำในเดือนสิบ จึงเรียกว่าบุญเดือนสิบ

ฮีตที่ ๑๑.
 บุญออกวัดสา (ออกพรรษา) หรือบุญเดือนสิบเอ็ด การออกจากเขตจำกัดไปพักแรมที่อื่นได้เรียกว่า ออกวัดสา คำว่าวัดสาหมายถึงฤดูฝน ในปีหนึ่งมี 4 เดือนคือ ตั้งต่วันแรมสี่ค่ำเดือนแปดถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ ในระยะสี่เดือนสามเดือนต้น ให้เข้าวัดก่อน เข้าครบกำหนดสามเดือนแล้วให้ออก อีกเดือนที่เหลือให้หาผ้าจีวรมาผลัดเปลี่ยนการทำบุญมีให้ทานเป็นต้น เรียกว่าการทำบุญเดือนสิบเอ็ด

ฮีตที่ ๑๒. 
 บุญกฐิน หรือ บุญเดือนสิบสอง ผ้าที่ใช้ไม้สดึงทำเป็นขอบซึ่งเย็บจีวร เรียกว่าผ้ากฐิน ผ้ากฐินนี้มีกำหนดเวลาในการถวายเพียงหนึ่งเดือนคือตั้งแต่ แรมหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ด ถึง เพ็ญสิบสอง เพราะกำหนดเวลาทำในเดือน ๑๒ จึงเรียกว่าบุญเดือนสิบสอง

 

คลองสิบสี่ หมายถึง ข้อกติกาของสังคม ๑๔ ประการที่ยึดถือปฏิบัติต่อกันเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม มีดังนี้

๑. เมื่อได้ข้าวใหม่หรือผลหมากรากไม้ ให้บริจาคทานแก่ผู้มีศิลแล้วตนจึงบริโภคและแจกจ่ายแบ่งญาติพี่น้องด้วย
๒. อย่าโลภมาก อย่าจ่ายเงินแดงแปงเงินคว้าง และอย่ากล่าวคำหยาบช้ากล้าแข็ง
๓ ให้ทำป้ายหรือกำแพงเอือนของตน แล้วปลูกหอบูชาเทวดาไว้ในสี่แจ(มุม)บ้านหรือแจเฮือน
๔ ให้ล้างตีนก่อนขึ้นเฮือน ๕ เมื่อถึงวันศีล ๗-๘ ค่ำ ๑๔-๑๕ ค่ำ ให้สมมาก้อนเส้า สมมาคีงไฟ สมมาขั้นบันได สมมาผักตู(ประตู)เฮือนที่ตนอาศัยอยู่
๖. ให้ล้างตีนก่อนเข้านอนตอนกลางคืน
๗. ถึงวันศีล ให้เมียเอาดอกไม้ธูปเทียนมาสมมาสามี แล้วให้เอาดอกไม้ ไปถวายสังฆเจ้า
๘. ถึงวันศิลดับ ศิลเพ็ง ให้นิมนต์พระสงฆ์มาสูดมนต์เฮือน แล้วทำบุญตักบาตร
๙. เมื่อภิกษุมาคลุมบาตร อย่าให้เพิ่นคอย เวลาใส่บาตรอย่าซุน(แตะ)บาตร อย่าซูนภิกษุสามเณร
๑๐. เมื่อภิกษุเข้าปริวาสกรรม ให้เอาขันขันข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน และเครื่องอัฐบริขารไปถวายเพิ่ม
๑๑. เมื่อเห็นภิกษุ เดินผ่านมาให้นั่งลงยกมือไหว้แล้วจึงค่อยเจรจา
๑๒. อย่าเงียบ(เหยียบ)เงาพระสงฆ์
๑๓. อย่าเอาอาการเงื่อน(อาหารที่เหลือจากการบริโภค)ทานแก่สังฆเจ้าและอย่าเอาอาหารเงื่อนให้สามีตัวเองกิน
๑๔. อย่าเสพกามคุณในวันศิล วันเข้าวัดสา วัดออกพรรษา วันมหาสงกรานต์และวันเกิดของตน

 

งานประจำของชาวอีสาน

Published กุมภาพันธ์ 9, 2012 by malineelovemcavoy

งานประจำของชาวอีสาน 

งานประจำของชาวอีสาน
อีสานโบราณนั้นก็เหมือนกันกับภาคอื่น งานประเพณีบ่ได้วาง ปล่อยทิ้มของเค้าเก่าหลัง ประเพณีแต่ครั้นก่อนๆ ตามเดิม ถือว่าเป็นสำคัญต่อกันมาเรื่อย
 ตัวอย่างว่าผู้ชายนั้นถือคราวเป็นบ่าว ต้องหัดสานบุง กระด้ง ทั้งคานพร้อมคุแคง ผู้กระเบียนซ่อนไซ กระติบ ขันหมาก ทั้งฝูงฮวดนึ่งข้าวแอบยาเฮาพวกนี้สานได้สู่แนว เลื่อยไม้ถากไม้ฝูงคราดไถนา ฟั่นเชือกทั้งใสกบค่าวปอลงกล้า ดำนาได้ไถเป็นคู่สูอย่าง บ่มีทางขี้คร้านงานนี้เก่งเหลือ สาวๆ เห็นเขาแล้วสิมาเพื่ออยากได้คู่การงานบ่ขี้คร้านขยันสู้สู่แนว จัดว่าเป็นชายก็ให้เป็นชายแท้ อย่าแถมแกมหินแฮ่ทรายก็หากทรายแท้ตนนั้นบ่ปนพ่อแม่ก็สอนลูกสอนหลาน สืบตำนานอีสานต่อเติมเอาไว้
ส่วนว่าผู้หญิงนั้นมีการสอนกล่าว พ่อแม่บอกคู่เช้าแลงแท้บ่วาง ให้รู้จักตำข้าวแลงงายขนหาบ น้ำบ่ได้หม้อหาไว้ครบครันทั้งตักน้ำตำข้าวเย็บปักถักเก่ง ทอหูกทั้งเลี้ยงหมอนทั้งป้อนหมู่ไหม รู้จักกิจการบ้านเรือนชานโดยรอบ เวลามีผัวสิบ่ลำบากแท้นำได้สู่แนว โบราณเว้าภาษิตดีสอนลูก 

             ครั้นว่าเป็นหญิงนี้เป็นผู้หญิงดีเกินคาด เป็นหญิงนี้ให้เป็นหญิงให้มันแม๋น เล็งให้ดีแม้นๆ สังแล้วจังค่อยยิง ทั้งให้เป็นหญิงแท้อย่าเป็นหญิงดายดอก ตอกหลักแลเขนแล้วยิงได้เปล่าดายดอกนา

การทำรั้วสาน
ในชานบ้านเรือนที่เฮาอยู่จัดให้มีรางสี่เหลี่ยมไว้เตรียมปลูกของกิน มีผักแซะแงะ (สะระแหน่) ผักบั่วหัวหอมปลูก ผักกระเทียม ผักแมลง ๓ พวกนี้ปรุงให้รสดี หัวไร่ปลายนานั้นมีโพนจอมปลวกทำเป็นแปลงปลูกไว้ผักหญ้าเครื่องกิน มีพรั่งพร้อมหอมหมู่กระชายก่อสิ่งใด ผักอีตุหอมฝังไว้เถิงยามเมื่อเราใช้หุงหาปิ้งจี่ จักได้เก็บของพวกนี้มาได้ง่ายดาย

การเลี้ยงวัว ควาย
การเลี้ยงวัวควายนั้น ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่ง ฝูงวัวควายช้างม้ามีไว้คาดไถ ทั้งฝูงวัวควายช้างมีทางประโยชน์ ทางเมืองสุรินทร์ เลี้ยงช้างไว้มีชื่อเสียง วัวควายนั้นมีมากในนครราชสีมา นิยมจ่ายขายหรือหาซื้อทางอีสานเรานิยมทำคอกไว้ใต้ถุนเรือน เพื่อได้ปุ๋ยไว้ใส่นา มีทั้งกาไก่ พร้อมทำใส่กรงเหล็ก ตามใต้เรือนชานมากมูลหลายบ้าน เผื่อเป็นอาหารประจำวันได้เวลาอดอยาก ทั้งเลี้ยงหมูพวกนี้เอาไว้เพื่อขาย ขี้ของของมันได้ใส่หมู่ผักหอม บ่ต้องหาเงินหลายจ่ายไปหาซื้อคนโบราณนั้นถือหมาแมวไว้เห่า ทั้งเฝ้าบ้านนอนเฝ้าสิ่งของ สัตว์พวกนี้มีอยู่ประจำบ้านเรือน โบราณถือว่าเป็นครองธรรมแท้

การต่ำหูกทอผ้า
หญิงสาวแส่พอมาแตกหนุ่ม ๑๕ -๑๖ ขวบเข้า สาวเจ้าปั่นทอ หัดตำหูกย้อมผืนแผ่นแพรไหม จับกระสวยทั้งโกงปั่นทอด้าย ทอเป็นผ้าฝ้ายแพรไหมผ้าควบ เป็นผ้าโสร่ง ผ้าอาบน้ำลายพร้อยโพดว่างามทั้งทำมุ้ง หมอนลายเลียนคาต การสานสาดเสื้อนั้นก็มีพร้อมพร่ำมวญ ส่วนผู้ชายเขานั้นทำนากล้าหว่าน ทำสวนหม่อน การเลี้ยงหม่อนฝูงนี้ก็เฮ็ดเป็น ทำการทอหูกนั้น เอาฮอดใต้ตะล่างเรือนตน เอาเป็นทำอุตสาหกรรมทอหมู่ไหมทั้งฝ้าย เป็นประเพณีเฮาได้ถือตั้งแต่ทวด ของพวกนี้อีสานนั้นคล่องคือ เจ้าเอย

การตำข้าวตักน้ำ
ครกมองนั้นคือทำเป็นกระเดื่องท่อนไม้พอส่ำน้อยมาทำขึ้นเป็นครกมอง เขาจักเหยียบได้ไม้กระเดื่องเป็นจังหวะสำหรับเรือนที่มีลูกสาวเขาจะตำข้าวหลังจากกินแลงแล้ว จะมีชายหนุ่มมาช่วยตำด้วย มีการเกี้ยวพาราสีกันตามวิสัยหนุ่มสาว ส่วนเรือนที่ไม่มีลูกสาว เขาจะตำข้าวในเวลารุ่งเช้าหากจะลงดำนาหรือทำบุญให้ทาน ก็มักจะบอกญาติพี่น้องให้มาช่วย
การรับประทานอาหาร ลาบนั้นว่าเป็นอาหารชั้นหนึ่งของชาวอีสาน การรับทานอาหารตามปกติหรืองานกินเลี้ยง หากขาดอาหารลาบ ถือว่าเป็นการรับทานชั้นต่ำ ในครอบครัวหนึ่ง ถ้าจะรับทานอาหาร ทำเนียมมีอยู่ว่า ต้องรับทานพาเดียวกัน พ่อลงมือรับทานก่อน แล้วแม่และลูกลงมือทันทีหลังเมื่ออิ่มแล้วประณมมือยกขึ้นใส่หัว ถือว่าเป็นการเคารพข้าว ขณะที่กำลังรับทานอยู่ มีแขกคนผ่านไปมาก็เรียกให้มากิน เขาจะกินหรือไม่สำคัญ การปฏิบัตินี้คือเป็นประเพณีกินกันอันดีของเจ้าของบ้าน หากมีอาหารมาก ก็ตักใส่ถ้วยแจกญาติพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อเป็นการผูกความสามัคคีกัน
ความเป็นพี่น้องกัน คนอีสาน ถือคนเถิดในชาติเดียวกันเป็นเหมือนพี่น้องกัน จะอยู่ไกลใกล้ไม่สำคัญ พบเห็นกันจะไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ สนิทสนมรักใคร่ไว้ใจกัน อยู่กินด้วยกัน อนึ่งเวลาไปค้าขายบ้านไหนเมืองไหน จะขอกินข้าวเชาเฮือนได้ หากรักใคร่ถูกใจก็ผูกเป็นเสี่ยวเหอเกลอรัก เที่ยวไปหามาสู่กัน จะเป็นคนแก่หรือลูกเล็กเด็กแดงก็ตาม เวลามีการมีงานก็ช่วยเหลือกัน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไปเยี่ยมเยือนกันใคร ออกลูกก็ไปดูแลช่วยกัน ด้วยเหตุนี้รู้จักกันอย่างลึกซึ้ง รู้กระทั่งชื่อชามนามกรเป็นลูกเต้าเหล่าหลานของใคร มีอัธยาศัยใจคอเป็นอย่างไร การเป็นพี่น้องของคนอีสาน จึงเป็นวัฒนธรรมอันดียิ่งประการหนึ่ง
คนอีสานมีใจหนักแน่นในศีลธรรม เคารพพระสงฆ์องค์เจ้าอย่างที่สุด เดินตามหลังพระภิกษุ  แม้เงาของท่านก็ไม่เหยียบ มีความเคารพยำแกรงผู้หลักผู้ใหญ่เกล้าพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หากท่านพูดว่าสิ่งนี้เป็นบาป เป็นกรรมคะลำ ก็ไม่กล้าทำเอาเสียเลย พ่อแม่สอนลูกหลานให้กลัวบาป กลัวกรรมมาแต่เยาว์วัย ห้ามมิให้ขี้เยี่ยวในวัด หาจะเยี่ยวก็ให้ขุดเอาดินที่เยี่ยวออกมาทิ้งนอกวัด เวลาเข้าวัดหากถือร่มก็ให้หุบ ใส่รองเท้าก็ให้ถอดเสีย
สำหรับหนุ่มสาว พ่อแม่ให้ไปลงวัดในเวลากลางคืน ในวันพระ ๗ – ๙ ค่ำ ๑๔ – ๑๕ ค่ำ เพราะในวันพระ พระสงฆ์อบรมศีลธรรมแก่ญาติโยม โดยเฉพาะหนุ่มสาว ก็ให้ทำวัตร สวดมนต์ สวดสรภัญ ครั้นพระสงฆ์ ไปในงานการกุศลตามบ้าน พ่อแม่ก็ให้ ลูกหลาน ของตนติดตามพระสงฆ์ไป เพื่อให้ท่านอบรมศีลธรรมวัฒนธรรมไปในตัว
สำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ ลูกหลานมักมิให้ทำงาน ให้เข้าวัดฟังธรรมจำศีล ตักบาตร จังหัน ฟังเทศน์ประจำวันผู้เฒ่าสมัยโบราณไปฟังเทศน์ จดจำคำสอนได้ดี เวลากินแลงจะเรียกลูกหลานมารวมกันเล่านิทานให้ฟังแล้ว แทรกศีลธรรมประเพณีไปด้วย ฟังแล้วเบิกบานสนุกสนานไปในตัว คนโบราณอีสานจึงเป็นคนดี ว่านอนสอนง่าย ไม่มีโจรผู้ร้าย วัวควาย ปล่อยไปไม่ต้องเลี้ยง สิ่งของวางไว้ที่ไหนก็ไม่มีใครลักขโมย
การลงข่วง ข่วงคือสถานที่ที่เขาปลูกยกพื้นสูง ๑ ศอก กว้าง ๖ ศอก ยาว ๘ ศอก ปูด้วยแป้นหรือฝากไม้ไผ่ ข้างบนไม่มีเครื่องมุง ตรงกลางทำคี (ตา) ไฟไว้ปลูกไว้ที่บริเวณบ้าน ใช้เป็นสถานที่เข็น (ปั่น) ฝ้ายของหญิงสาว ข่วงหนึ่งๆ จะมีหญิงสาว ๔ – ๕ คน เสร็จจากเกี่ยวข้าวแล้วเขาจะเริ่มลงมือทำ หญิงสาวจะพากันไปเอาฟืนข่วง ฟืนใช้ไม้ไผ่หอบมากะพอใช้คืนหนึ่งๆ ในการไปเอาฟืนนี้ชายหนุ่มจะตามไปด้วยเพื่อช่วยเหลือ เมื่อกินแลงแล้วหญิงสาวจะเตรียมลงข่วงจุดไฟขึ้น แล้วเข็นฝ้ายไปถึงครึ่งคืนจื่งเลิก ทำอยู่อย่างนี้ประมาณ ๔ – ๕ เดือน จะได้ฝ้ายพอที่จะทอเป็นผ้าใช้นุ่งห่มภายในครอบครัวได้ ไม่ต้องซื้อหาที่อื่น ในการลงช่วงนี้ จะมีชายหนุ่มมาเล่นหัวพูดเกี้ยวพาราสีอยู่ด้วย เป็นการเลือกคู่ครองไปในตัว การลงข่วงถือเป็นประเพณีอันดีงามของคนอีสาน
การลงแขก คือการไปบอกกล่าวพรรคพวกเพื่อนฝูงมาช่วยกันทำงานเรียกกันว่าการลงแขก งานทำนั้นมี ๒ อย่าง คือ งานส่วนตัว ๑ งานส่วนตัว ๑ งานส่วนรวม ๑ งานส่วนตัวนั้น ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ทำเอาเองก็ได้ ถ้าเป็นงานหนักและต้องทำให้เสร็จในวันเดียว ก็ต้องบอกเล่าญาติพี่น้องให้มาช่วยเหลือ งานส่วนตัวที่ต้องลงแขก มีนิยมทำอยู่ ๓ อย่างคือ ลงแขกทำเรือน ลงแขกทำนา ลงแขกหาอาหาร

๑. การลงแขกทำเรือน มีธรรมเนียมอยู่ว่าต้องทำให้เสร็จในวันเดียว การไปหาเสาก็ดี การปลูกก็ดี จะทำให้ค้างคืนไม่ได้ ถือว่าคะลำ แขกคนที่เชิญมาช่วยงานต้องขยันขันแข็ง ไม่ใช่แบบหามเขิม การทำให้เสร็จในวันเดียว คนโบราณถือว่าเป็นมงคล หากญาติพี่น้องตายไม่มีไม้ทำโลง ก็ลงแขกเลื่อยไม้ทำโลงให้

๒. ลงแขกทำนา ถือว่าสำคัญมีอยู่ ๔ อย่าง คือ เวลาตำนาเวลาเกี่ยวข้าว เวลาเคาะ (ฟาด) ข้าว เวลาหาบข้าวถ้าเห็นว่าเวลาใดควรลงแขกก็ไปบอกเรียกเพื่อนฝูงให้มาช่วยการลงแขกดำนา ซึ่งนานๆ จะมีสักหนเพราะการดำนาต้องเร่งให้ทันฟ้าฝน ส่วนเก็บเกี่ยว การเคาะการหามนั้นมีบ่อยครั้ง เพราะมีเวลาพอที่จะปลีกตัวไปช่วยกันได้

๓. ลงแขกหาอาหาร งานที่ถือว่าดีเด่นก็อยู่ที่การกินอุดมสมบูรณ์ การหาอาหาร ที่นิยม ทำกันคือการลงแขกโดยการแบ่งคนเป็นพวกๆ ไปตึกแหหาปลาไปหากุ้งหาเนี่ยว หาหน่อไม้ เก็บผัก หักฝืน ไปคั่วบ้าน หาพริก พลู หมากอึ หมากแดง ได้แล้วมารวมกันไว้ที่บ้านงาน เวลาลงมือทำอาหารเลี้ยงกัน การลงแขกสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่หมู่บ้าน ถือว่าเป็นกิจที่สำคัญยิ่ง ของคนที่รวมกันอยู่เป็นหมวดหมู่ ในหมู่คนจะต้องมีสมบัติส่วนกลาง ซึ่งของที่ทุกคนจะใช้ร่วมกัน โบราณว่าถ้าจะดูความเจริญของคน ให้ดูความสวยงามของสมบัติส่วนกลาง มีวัดวาอาวาส อาคารบ้านเรือนเป็นต้น เนื่องจากที่วัดวาอาวาส และอาคารเป็นเมืองของใหญ่โตคนเดียวไม่สามารถจะทำได้ คนโบราณจึงนิยมทำด้วยการลงแขก

๔. ลงแขกสร้างวัด วัดเป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ วัดเป็นสง่าราศีของบ้านเมือง เป็นที่ชุมชนนักปราชญ์ เป็นบ่อเกิดและที่ตั้งดำรงอยู่ของศีลธรรมและวัฒนธรรมทุกแขนง ถ้าบ้านใดเมืองใดมีวัด บ้านเมืองถือว่าเจริญรุ่งเรืองการลงแขกสร้างวัดก็คือ เมื่อโบสถ์ กุฏิ หรือวิหารไม่มี ก็พากันเสียสละกำลังกายกำลังทรัพย์สร้างขึ้น หากชำรุดทรุดโทรมก็ช่วยกันซ่อมแซมให้ดีขึ้น

๕. ลงแขกสร้างบ้าน อาคารหรือโรงศาลากลางบ้านเรือนที่ใช้เป็นของกลางเรียกว่าบ้านใน ที่นี้สิ่งเหล่านั้นมีศาลาบ้าน คือสถานที่ประชุมปรึกษาหารือกิจการบ้านเมือง หอตักบาตรคือสถานที่ทำบุญให้ทานคือสถานที่สั่งสอนอบรมให้เป็นคนดี สถานพยาบาล คือสถานที่บำบัดโรงเรียนโรคภัยไข้เจ็บ ถนนหนทางคือทางสัญจรไปมาหาสู่กัน สระ บึง บ่อ ห้วย หนอง คือที่เพาะปลูกอาหาร หากส่วนรวมไม่มีสิ่งเหล่านี้ ไม่สร้างสิ่งเหล่านี้ไว้ ไม่ช่วยกันรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้แล้ว  บ้านเมืองก็จะมีแต่ความเสื่อมทราม คนจะเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว ยากจะหาความเจริญรุ่งเรืองได้ คนโบราณท่านเล็งการไกลจึงสร้างประเพณีไว้

การบวช

Published กุมภาพันธ์ 9, 2012 by malineelovemcavoy

การบวช 

การบวช
การบวชในศาสนานี้เป็นกิจสำคัญมาก ชาวไทยนับถือพุทธเจ้าเฮาแม่นดี เข้าบวชได้รู้ระยอมพระธัมโม  รู้จักทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว บอกมีเอาไว้ ทั้งเป็นการใช้หนี้บุญคุณพ่อแม่ คุณท่านมีมากล้นเฮาได้เกิดมา คำปะวะชะนั้นคือการเว้นขาด จากกามคุณรบเร้าทำให้เสื่อมเสีย รักษาศีล ๒๒๗ ข้อระวังใจหลายอย่าง มีสังรวมระวังต่างจากฆราวาสแท้ บุญล้ำมากหลาย การบวชนั้นมีชื่อเป็นสอง คือเป็นสายเณรก็ว่าบรรพชาแท้ ถ้าเป็นพระภิกษุนั้นเรียกว่าอุปสมบท จัดเป็น ๓ อุปสมบทกล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อพ้นทุกข์โดยชอบเถิด เรียกเอาได้เอหิภิกขุอุปสัมปทาตามเหตุ
๒. พระสาวกมีสิทธิ์บวชให้บาลีเว้าว่าติสรณคมนูปสัมปะทา ให้วาจาบทไว้เป็นสำคัญในการบวชว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
๓. พระภิกษุ ๕ รูปได้ประชุมพร้อมพร่ำกัน  องค์หนึ่งนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ องค์ ๒-๓ เป็นกรรมวาจาสวดตาม ๓ ครั้ง รวมทั้งสรณาคมด้วยจัดมาเป็น ๔ เรียกว่า ญัติติจจตุตฺถกรรมวาจาบอกมีเอาไว้

         สมัยก่อนพุ้นบวชด้วยศรัทธาธรรม มีความเลื่อมใสอย่างจริงจังแท้ คนเป็นเจ้านายคนหลายล่ำ สละสมบัติออกบวชสร้างบุญพ้นโลกคน สมัยนี้นั้นบวชเป็นธรรมเนียม ถ้าบ่เคยบรรพชาบวชเณรเถรได้ เขาว่าเป็นคนดิบคนตายแท้คือคนบ่ได้ชม ครั้นเป็นผลหมากไม้บ่มิได้ผู้ชิมแต่ว่าบางคนนั้นศรัทธาตลอดชีพ นับว่าบุญมากล้นเมื่อหน้าอยู่สวรรค์พุ้นแล้ว

คนที่จะบวชได้นั้นมีอยู่หลายประการ
๑. เป็นคนสมบูรณ์แข่งขาดีพร้อม
๒. บ่เป็นคนมีหนี้มีสินล้นเกศ
๓. พ่อแม่อนุญาตให้แล้วเพียงพร้อมสู่คน ๓ มีอายุครบ ๒๐ ปีถ้วน เป็นชายเต็มขนาด
๔. บ่ได้เป็นข้าราชการแต่ได้รับอนุญาตแล้วมาได้บวชเรียน
๕. อ่านออกเขียนได้ด้วยประถอบก่อนมีวิชา
๖. บ่ติดสุรายาเมาหมู่คนบ้า
๗. บริบูรณ์ด้วยปริกขารทั้ง๘
๘. บ่เป็นคนทุพลภาพมือไม่เหยียดบ่เป็น
๙. มีวาจาเว้าคำสมาทานได้สะดวกบ่ติดขัด พวกนี้มาได้บวชเรียนนั้นแล้ว

คำว่านาค
บางคนนั้นสงสัยคำว่า “นาค” เป็นคนดีแท้ๆ สังมาเอิ้นนาคหลวงมีประวัติกล่าวเว้าครั้งหนึ่งในอารามยังมีพระยานาโคบาดคำมาเพ้อ เห็นตนเจ้าองค์พุทโธดียิ่ง คิดใคร่มาบวชสร้างบุญได้ดั่งคน จิงนิมิตตนให้เป็นคนบ่ต่าง มารับไตรสรณาบวชเข้าไผรู้ว่าแต่คน วันหนึ่งนั้นพระยานาคหลับนอนเผลอ ตัวก็กลายเป็นนาคคำตามเรื่อง ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วเลยทูลพุทธบาท พระองค์จิงบอกให้สึกได้ดั่งประสงค์ เพราะเป็นคนอันประเสริฐคือมนุษย์ จิงได้ลาสิกขาล่วงลงเมืองใต้ แต่ว่าใจนาโคนั้นอาลัยแสนห่วง จิงขอใส่ชื่อไว้พอให้จือจำ ครั้นว่าไผเขาบวชได้ในศาสนาพุทธ ขอฝากนามนาโคนาคคำเอาไว้ ฝูงเอาได้ตามคำวอนเหนียว  จิงบอกเป็นนาคแท้คำนี้สืบมาท่านเอย

 

 

ก่อนบวช
ก่อนสิบวชนั้น ๒-๓ วันปล่อยนาค เพื่อจักลาญาติพี่น้องไปสร้างก่อบุญ ทั้งเหล่ามีหนี้สินใดก็หาปล่อยชำระหนี้สินพวกนั้นอย่าข้องเดียวพ้น ชำระพวกขัดข้องขอประทานอนุญาตให้เรียบร้อยสบายได้ดั่งใจ
อันว่ากองบวชนั้นมีพระพุทธานุญาต มีบริกขาร ๘ ไว้ประจำเจ้านาคหลวงคือผ้านุ่ง ผ้าห่มไว้ตามระเบียบวินัยสงฆ์ มีบาตร มีดโกน เข็ม ประคตเอว ผ้ากรองน้ำฝูงนี้ก็ให้มี

 

<<บริกขาร
บริกขารอื่นที่จำเป็นนั้นมีหลายอันยังมาก เช่นว่า ร่มรองเท้าฝูงเสื่อปูนอน ทั้งฝูงบริวารหมู่ถง กาน้ำ ของจำเป็นเดินดั้นธุดงค์เข้าป่า ของพวกจัดหามาไว้ได้ดีแท้สะดวกนั้นแล้ว
ทำบ้านใดนั้นก็นิมนต์พระไปสวด ฟังเทศน์พระสงฆ์เจ้าต่าวคืน รุ่งขึ้นเช้าเลี้ยงพระสามเณร แล้วจิงยอกองแหนแห่ไปกลางบ้าน เอาคนพีเป็น “นาโค” ขึ้นคานหามเหาะแหน ตีทั้งกลองและฆ้องสนุกเล่นม่วนยิน เอาเตียงนอนของนวโกภิกษุใหม่ คนทั้งหลายยกขึ้นเดินย้ายค่อยไปเถิงที่แล้วจิงสิข่อยวางลง จักทำพิธีสู่ขวัญนาคคำดังก้อง เสร็จจากทำขวัญแล้วนิมนต์สงฆ์มาสวดมนต์เย็นค่ำแล้วเซายั้งฟักนอน กลางคืนนั้นมีดนตรีหลายอย่าง หรือสิเอาหนัง ตลุงมาแลปลิ้นโฮเล่นก็ม่วนดีเถิงตอนเช้าพร้อมเลี้ยงพระทั้งอาหาร บริวารของแถมธูปเทียนเงินพร้อม

 

แห่นาค>>
การแห่นั้นไผมีศรัทธามาก จะเอาช้างและม้าประดับปองคล่องคือ หรือจักไปทางน้ำเรือแพก็ตามวาด ประดับแต่งล้องามล้นแปลกตาแลดูพุ้นสวยงามเถิงขนาด ส่วนว่าตนนาคนั้นก็นุ่งเสื้อผ้าขาวล้วนเป่งสีโกนทั้งหัวและคิ้วบ่รุงรังจักอย่าง มองดูข้างพุ้นนี้คือเข่าสู่สวรรค์นั่นแล้ว การแห่นั้นเอารอบศาลาวัดสักหนเดียวก็ว่าดีพอแล้ว

 

<<การสู่ขวัญนาค
เมื่อว่าแห่เถิงแล้วเข้าศาลาพักจอด จัดภาณ์ขวัญตั้งไว้เป็นดั่นดีงาม ญาติพี่น้องวงร่อนภาณ์ขวัญ ทั้งบิดามารดาบ่าวสาวมาพร้อม พราหมณาเจ้าถือหนังสือเอาอาน เป็นหนังสือก้อบๆ ยอขึ้นยกมือว่าศรีมือนี้เป็นวันดี เป็นวันดิถีอนุตโชค

เวลาจะบวชนาค
ก่อนจักเข้าโบสถ์นั้นพ่อแม่จูงแขน พ่อจูงจับมือซ้ายแม่เหล่าจับมือขวา เป็นแสดงว่าแม่ถือพาคาท้อง ถ้าบ่มีพ่อแม่นั้นญาติผู้ใหญ่พาจูงเดินเข้าในสีมาโบสถ์สถานเขายั้ง ส่วนว่านาคผู้นั้นถือดอกมาลา ธูปเทียนครบคู่มือถือไหว้ นำไปไหว้ฐานธรรมพุทธรูปก่อนจะรับล้าไตรนั้นถืกดี จักต้องไหว้พ่อแม่ ๓ ทีจิงได้ยอมือรับหมู่ไตรจีวรได้ แล้วจิงอุ้บผ้าได้เข้าสู่กลางสงฆ์ กล่าวคำขอบรรพชาต่ออุปัชฌาย์เจ้า เสร็จคำบรรพชาแล้วกลับหลังเดินออกมาครองแผ่นผ้าจีวรได้อย่างดี จัดว่าเป็นสามเณรแล้วถือบรรพชาเตรียมบวช คราวนี้อุ้มบาตรเดินเข้ากราบถวายต่อตรงหน้าอุปัชฌาย์อย่าให้ห่าง พระอุปัชฌาย์จักจับจับมาตรีบอกให้ทั้งซ้ำยกยกมือว่า อยันเตปัตโตนี้บาตรของท่านหรือ ทางผู้เป็นนาคนั้นก็ตอบว่าอามะภันเตแม่นละพระเจ้าข่า แล้วเหล่ามือขึ้นทั้งจีวรผ้านุ่ง นาคก็ตอบว่าแม่นของข้าน้อยจริงแท้แน่นอน
ค้อมว่าแล้วถอยจากอุปัชฌาย์ ไปยืนรอกรรมวาจารโจทก์ถามอันตรายได้ เถิงสามเทียวจตุตถกรรมเป็น๔ จัดเป็นพระภิกษุแท้ๆ ถือว่าไว้สูง แล้วพระอุปัชฌาย์ให้อนุศาสน์คำสอนเป็นกาลจนบรรพชาบวชเป็นภิกษุแล้ว

อุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์
ครั้นเป็นภิกษุแล้วอุปัชฌาย์เตือนบอก เรียกว่าอนุศาสน์ต่อท้ายสอนไว้บอกทาง กิจที่ภิกษุควรมี ๔ คือ อันหนึ่งนั้นคือห่มผ้าบังสุกุลอันที่สองคือเทียวบิณฑบาต นั้นได้สู่วัน อันที่สามนั่นคืออาศัยโคนไม้ลำเนาแนวป่า อันที่๔ บ่รังเกียจยาดองน้ำมูตรเนานั้นได้สู่ยาม

อันว่ากิจบ่ควรทำนั้นคือการบ่มีชอบ คือเสพกามคุณพวกนี้ถือร้ายว่าบ่ดี อันที่สองขโมยของของท่าน อันที่สามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตพวกนี้พระองค์ห้ามอย่ากระทำ อันที่๔ นั้นแสดงอวดคุณธรรม ที่บ่มีในตนอย่าเอามาอ้าง อนุศาสน์๘ ประการนี้ตนชื่อภิกษุสงฆ์ ถ้าเป็นคนขัดขืนบ่ปฏิบัติตามถือว่าเป็นคนบ่ดีจริงแท้

 

การกรวดน้ำอุทิศแผ่บุญกุศล>>
พอพระอุปัชฌาย์อนุศาสน์เสร็จสมแล้ว ภิกษุใหม่ถอยไป ออกจากท่ามกลางสงฆ์นั่งรอถวายให้ ญาติโยมทั้งหลายทานทอดเป็นอัฏฐะบริขาร พวกตั้นถวายให้แก่สงฆ์ ถ้าเป็นชายรับได้ด้วยมือเปล่าแบมือ ถ้าเป็นหญิงให้มีแพรพรรณรับปูเอาไว้ อย่าหลงไปจับต้องคนหญิงศีลขาด พระบวชใหม่จงระวังให้ได้กรรมต้องเมื่อลนนั่นแล้ว แล้วก็เตรียมกรวดน้ำขึ้นโต้กมาฮอง เอานิ้วมือลงฮดพร่ำวาจาเว้า ขออธิษฐานญาติกาพ่อแม่ บุญบวชเรียนห่านี้บุญล้ำโลกคนแด่ให้ท่อญ

เมื่อเถิงสามวันแล้วทำบุญฉลองพระใหม่ ทำพิธีสู่ขวัญเรียกเอิ้น ให้ยืนมั่นหมื่นปี ให้เป็นพระเป็นเจ้าอยู่ตลอดวันตาย ใจของนวกะภิกษุจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นจิตเป็นสมาธิมั่นในธรรมเป็นแก่น มีความอดทนต่อสู้ตามพระธรรมเจ้าสั่งสอนนั่นแหล่ว

การลาสิกขา
ในสมัยโบราณนั้นเบื่อหน่ายทางกาย เห็นโลกาโลกคนฮนฮ้อนจิงได้บรรพชาเข้าในธรรมพุทธบาท ต่อมาเถิง ๒๕๐๐ ถือไว้ต่างกัน ถือเป็นธรรมเนียมไว้ประเพณีต้องบวช แล้วจิงมีครอบครัวขึ้นได้ครองบ้านนั่งเมือง ผู้บวชนั้นทนอยู่บ่มีไหวปฏิบัติตามธรรมฝืดคอแฮงน้อย จิงได้ลาสิกขาได้หนีไปเป็นฆราวาส การลาสิกขานั้นมีพิธีเป็นแบบ หาดอกไม้ธูปเทียนไปทำวัตรอุปัชฌาย์ผู้ทรงคุณไว้ เถิงวันแล้วลงสถานจัดแจง พระผู้ลาสิกขาต้องแสดงอาบัติก่อนแล้ว เลยสวดอดีตปัจจเจกขณะไว้พอหนึ่งให้จบลง แล้วจิงจำคำลาสิกขาว่า สิกขัง ปัจจักชามิ คีหิติมัง ธาเรตะ ข้าพเจ้าขอลาสิกขา ขอท่านทั้งหลายจงจำคำข้าพเจ้าว่าเป็นคฤหัสถ์ ณ บัดนี้ว่าสามจบ

แต่นั่นองค์อุปัชฌาย์เจ้ามือสังฌาฏิออก คนลาสิกขาก็ถอยออกแล้วไปสรวมผ้าแน่นขาว ก็จิงกลับหาเจ้าอุปัชฌาย์โดยด่วน ว่าคำสมานศีลและพระรัตนะตรัยแล้วรอนั่งรับพร ทั้งกล่าวคำปฏิญาณตนได้เป็นพุทธมามกะ ว่า อหังพุทธัญจ ธัมมัญจะ สรณัง สาธุ ภันเต ภิกขุ สังโฆ พุทธมามโกติ มังธาเรถ

พระสงฆ์อันดับเจ้าวาจารับว่า สาธุ พรัอมกันพักเขา สงฆะเจ้าสวดเหล่าสวดชะยันโตให้เถิง ๓ จบเป็นธรรมเนียมบอกมีเอาไว้ ส่วนสามเณรนั้นมีพิธีเอาแบบอย่าง จักได้รับความสุขยิ่งล้ำไปหน้าก็หากดีนั่นแล้ว

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.